๑.๑ รอยพระพุทธบาท

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

รอยพระพุทธบาทวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ค้นพบในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ตั้งอยู่ ณ.เชิงเขาสุวรรณบรรพต หรือเขา สัจจพันธ์คีรี ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี รอยพระพุทธบาทมีรูปลักษณะเป็นรอยเท้าคนขนาดใหญ่เหยียบประทับลงบนพื้นศิลา มีขนาดกว้าง ๒๑ นิ้ว ยาว ๕ ฟุต ลึก ๑๑ นิ้ว ในครั้งแรกพบสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงธรรมโปรดเกล้า ให้สร้างพระมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ซึ่งต่อมาได้มีการสร้างต่อเติมกันอีกหลายสมัยจนครั้งที่สุดได้บูรณปฏิสังขรณ์สำเร็จและมีลักษณะเหมือนปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช
ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธียกพระจุลมงกุฎ ยอดพระมณฑปพระพุทธบาท
เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ และ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงประกอบพระราชพิธียกพระจุลมงกุฏยอดพระมณฑปและสมโภชพระพุทธบาทอีกคราว เมื่อวันที่๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานภายในพระมณฑป วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

บริเวณไกล้เคียงกับพระอารามหลวงที่บรรจุรอยพระพุทธบาท  มีอาคารขนาดใหญ่ ด้านในมีพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ขนาดสูงเท่าตึก2ชั้น ให้ท่านได้เข้าไปสักการะเพื่อเสริมสิริมงคลและขอพรให้เจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ  และสำหรับท่านที่ชอบทำนายเสี่ยงทาย จะมีการยกช้างทำนาย และ เซียมซีให้ท่านได้เสี่ยงทายเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในอารามแห่งนี้ด้วยครับ

พระพุทธรูปปางป่าเลย์ไล

บริเวณโดยรอบวัดยังมีจุดน่าสนใจอีกหลายจุด เช่น จะมีการทำภูเขาจำลองตั้งเจดีย์ไว้หลายจุด มีโรงหอระฆังไว้ให้ท่านตีโดยใช้เหรียญหรือไม้ตีระฆังที่ทางวัดจัดไว้เพื่อให้ท่านได้สร้างเสียงทำบุญไปถึงสวรรค์ และมีโรงเตี้ยมให้ท่านได้เข้าไปสักการะเทพเจ้าของทางจีนได้อีกด้วย 

อีกจุดที่ท่านห้ามพลาดเลยคือบริเวณบันไดนาค 5 เศียร 3 สาย ซึ่งเป็นจุดไฮไลด์อีกจุดของวัด แนะนำนักท่องเที่ยวไปเดินเล่นตอนเย็นบริเวณวัด ท่านจะได้พบกับหลากหลายมุมที่สวยงาม สงบ มากกว่าที่ท่านคิด

สถูปเจดีย์

หอระฆัง

โรงเตี้ยม

CLIP แนะนำวัดพระพุทธบาท

ประวัติ การค้นพบ รอยพระพุทธบาท

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปรากฏว่ามีพระภิกษุสงฆ์ชาวไทยคณะหนึ่งเดินทางไปยังลังกาทวีปด้วยหวังจะสักการบูชาพระพุทธบาทการไปคราวนั้นเป็นเวลาที่พระสงฆ์ชาวลังกาทวีปกำลังสอบประวัติและที่ตั้งแห่งรอยพระพุทธบาททั้งปวงตามที่ปรากฏอยู่ในตำนานว่ามีทั้งสิ้น 5 แห่ง ภายหลังสืบได้ความว่าภูเขาที่ชื่อว่า สุวรรณบรรพตมีอยู่ในสยามประเทศจึงได้นำความดังกล่าวสอบถามพระภิกษุสงฆ์ไทย เมื่อพระภิกษุสงฆ์คณะนั้นได้รับคำบอกเล่าและกลับมาสู่กรุงศรีอยุธยาจึงนำความขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ
ให้มีท้องตราสั่งบรรดาหัวเมืองทั้งปวงให้เที่ยวตรวจตราค้นภูเขาต่างๆ ว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่ ณ. ที่แห่งใด

ครั้งนั้นเจ้าเมืองสระบุรี สืบได้ความจากนายพรานบุญว่าครั้งหนึ่งออกไปล่าเนื้อในป่าใกล้เชิงเขา ยิงถูกเนื้อตัวหนึ่งเจ็บลำบากหนีขึ้นไปบนไหล่เขา ซุกเข้าเชิงไม้หายไปพอบัดเดี๋ยวก็เห็นเนื้อตัวนั้น
วิ่งออกจากเชิงไม้เป็นปกติอย่างเก่า
นายพรานบุญนึกประหลาดใจ จึงตามขึ้นไปดูสถานที่บนไหล่เขาที่เนื้อหนีขึ้นไปก็พบรอยปรากฏอยู่ในศิลา มีลักษณะเหมือนรูปรอยเท้าคน ขนาดยาวประมาณสักศอกเศษและในรอยนั้นมีน้ำขัง นายพรานบุญเข้าใจว่าบาดแผลของเนื้อตัวที่ถูกตนยิงคงหายเพราะดื่มน้ำในรอยนั้นจึงวักน้ำลองเอามาทาตัว บรรดาโรคผิวหนังคือ กลากเกลื้อนซึ่งเป็นเรื้อรังมาช้านานแล้วก็หายสิ้นไป

เจ้าเมืองสระบุรี จึงสอบสวนความจริงและตรวจค้นพบรอยนั้นสมดังคำบอกเล่าของนายพรานบุญ จึงมีใบบอกแจ้งเรื่องเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงเสด็จพระราชดำเนินไป
ณ ที่เขานั้น
เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นรอยจึงทรงพระราชวิจารณ์ตระหนักแน่ว่าคงเป็นรอยพระพุทธบาทเพราะมีลายลักษณ์กงจักร
ประกอบด้วยอัฏฐุตตรสตมหามงคลร้อยแปดประการตรงกับเรื่องทีชาวลังกาทวีปแจ้ง
 ทรงเกิดพระราชศรัทธาและทรงพระราชดำริเห็นว่ารอยพระพุทธบาทย่อม สมควรยกย่องบูชาเป็นพระมหาเจดียสถาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ช่างก่อเป็นคฤหหลังน้อย สวมรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับมายังราชธานี จึงทรงสถาปนายกที่พระพุทธบาทขึ้นเป็นเจดียสถานเป็นการสำคัญ


โปรดเกล้าฯ ให้สร้างยอดเดี่ยวสวมรอยพระพุทธบาทกำหนดเป็นพุทธเจดีย์ และสร้างอารามวัตถุอื่นๆ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ให้เป็นที่สำหรับพระภิกษุอยู่แรมเพื่อทำการบริบาลพระพุทธบาท
ทรงพระราชศรัทธาอุทิศเนื้อที่โยชน์หนึ่ง โดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธเกษตรต่างพุทธบูชา
บรรดากัลปนาผลซึ่งได้เป็นส่วนของหลวงจากเนื้อที่นั้นให้ใช้จ่ายเป็นค่าบำรุงรักษาพระมหาเจดียสถานที่พระพุทธบาททรงยกที่พุทธเกษตรส่วนนี้ให้เป็นเมืองชั้นจัตวา ชื่อเมืองปรันตปะ แต่นามสามัญเรียกกันว่า เมืองพระพุทธบาท ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา

    โปรดเกล้าฯให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่พระพุทธบาทพ้นจากหน้าที่ราชการอย่างอื่นสิ้น ตั้งให้เป็นพวกขุนโขลนเป็นข้าปฏิบัติบูชารักษาพระพุทธบาทแต่หน้าที่เดียวนอกจากนั้นยังได้พระราชทานราชทินนามบรรดาศักดิ์ประจำตำแหน่งผู้รักษาการพระพุทธบาท หัวหน้าเป็นที่ขุนสัจจพันธ์คีรีรัตนไพรวันเจติยาสันคามวาสี นพคูหาพนมโขลน รองลงมาเป็นที่หมื่นสุวรรณปราสาทหมื่นแผ้วอากาศ หมื่นชินธาตุ หมื่นศรีสัปบุรุษ 4 คนนี้เป็นผู้รักษาเฉพาะองค์พระมณฑป ตั้งนายทวารบาล 4 นาย เป็นที่หมื่นราชบำนาญทมุนิน หมื่นอินทรรักษา หมื่นบูชาเจดีย์ หมื่นศรีพุทธบาล โปรดเกล้าฯให้สร้างคลังสำหรับเก็บวัตถุสิ่งของที่มีผู้นำมาถวายเป็นพุทธบูชาให้ผู้รักษาคลังเป็นที่ ขุนอินทรพิทักษ์ ขุนพรหมรักษา หมื่นพิทักษ์สมบัติ หมื่นพิทักษ์รักษาให้มีผู้ประโคมยามประจำทั้งกลางวันกลางคืนเป็นพุทธบูชา ตั้งเป็นที่หมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะทรงกำหนดเทศกาลสำหรับให้มหาชนขึ้นไปบูชารอยพระพุทธบาทเดือน 3 ครั้ง 1 และเดือน 4 ครั้ง 1 เป็นประเพณีตั้งแต่นั้นมา