๓.๑๐ ประเพณีพิธีรำโรง จังหวัดสระบุรี

ช่วงเวลา ไม่กำหนดแน่นอน

                     ความสำคัญ

                     การรำโรงเป็นพิธีกรรมคนไทยเชื้อสายมอญนิยมปฏิบัติเพื่อแก้บน เมื่อตนบนสิ่งใด แล้วได้รับผลตามที่ตนบนไว้ก็จะทำพิธีรำโรงเพื่อเป็นการแก้บน ความสำคัญของพิธีกรรมนี้จึงอยู่ที่การรักษาสัจจะวาจาที่ตนให้ไว้ และความภาคภูมิใจที่ตนได้รับความสำเร็จตามที่ตนบนไว้

                     พิธีกรรม

                     ปลูกโรง เมื่อบนไว้แล้วและประสบผลตามที่บนไว้ ก็จะเริ่มเตรียมรำโรงเพื่อแก้บนนั้น โดยปลูกโรงหรือปะรำขึ้น เป็นโรงไม้มุงด้วยแฝกหรือหญ้าคา รูปทรงหน้าจั่ว กว้างยาวพอสมควร ใช้ไม้พื้นบ้านพอที่จะหาได้ในถิ่นนั้นทำ หันหน้าโรงไปทิศตะวันตก ภายในโรงด้านตะวันออกจะปลูกแค่ไม้ไผ่สูงพอพ้นเอวของผู้ป่วย(ที่บน) เล็กน้อยสำหรับวางเครื่องเซ่น ปีกโรงทิศใต้เป็นที่ตั้งวงปี่พาทย์มอญ พื้นปูด้วยแคร่ไม้ไผ่สับฟาก ผู้ชายจะเป็นฝ่ายร่วมกันสร้างโรงนี้และต้องทำให้เสร็จก่อนวันพิธี ๑ วัน การปลูกสร้างก็ต้องทำให้เสร็จภายใน ๑ วันห้ามสร้างโรงนี้ในชายคาบ้าน เสร็จพิธีแล้วห้ามนำไม้หรือส่วนประกอบของโรงนี้ไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัย เครื่องเซ่น ทำเป็นกระทงจะกี่กระทงก็สุดแต่ที่บนไว้ ใน ๑ กระทงจะต้องมีขนมปู่ย่าตายาย (ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำตาลปี๊บและงาดำ) หมากพลู บุหรี่ กรวยใบตอง ธูปเทียน กล้วยน้ำว้า นำดอกลั่นทมมาเสียบเข้ากับไม้แหลมปักเตรียมทำไว้ นอกนั้นเป็นเครื่องเซ่นตามที่บนไว้ เช่น หัวหมูต้ม ไก่ต้มทั้งตัวหรือนึ่งเหล้าขาว เป็นต้น

                     พิธีรำโรง เมื่อถึงวันกำหนด ชาวบ้านก็จะมารวมกันที่โรงพิธีแต่เช้า ต้นผี (ผู้กระทำพิธี) เริ่มจุดธูปเทียนเชิญผีบรรพบุรุษ นำเครื่องเซ่นมาวางบนแคร่ ปี่พาทย์บรรเลงไปเรื่อย ๆ ที่กลางโรงจะมีเชือกเส้นใหญ่หุ้มด้วยด้ายดิบสีขาวมัดโยงไว้เพื่อให้ผู้มาร่วมพิธีโหนโยนตัวเวลาผีเข้า ต้นผีจะนุ่งผ้าโจงกระเบน มีสไบคล้องคอ ประแป้งตามเนื้อตัว บ้างก็ทัดดอกไม้ เจ้าภาพงานต้องเตรียมแต่งตัวนี้ไว้ให้เผื่อบางคนไม่มีเครื่องแต่งตัวดังกล่าวเมื่อแต่งตัวแล้วก็ไปโหนเชือกที่กลางโรงพิธี โหนวนไปมาสามรอบ ผีที่ได้รับเชิญมาก็จะเข้าสิงผู้นั้น อาการที่เกิดขึ้นก็คือนัยน์ตาเริ่มเหม่อลอย คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่มองหน้าใครแล้วกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานไปตามเสียงเพลงวงปี่พาทย์ที่บรรเลงด้วยเพลงที่มีทำนองเร้าใจ จากนั้นก็กระโดดไปเกาะราวหน้าเครื่องเซ่นเต้นบ้าง รำบ้าง หญิงบางคนอาจกระโดดออกนอกโรงพิธีเอาสไบคล้องหญิงอื่นเข้าไปในโรงพิธี หญิงที่ถูกดึง เข้าไปก็จะเต้นตามไปด้วย ขณะนี้พวกผู้ชายที่เข้าไปในโรงพิธีไม่ได้ ก็จะนั่งอยู่นอกโรงพิธีอาจยั่วเย้าผีอย่างสนุกสนาน หรือหากต้องการให้หญิงใดเข้าไปในโรงพิธี ชายก็จะเอาไม้ตะขาบ (ไม้ไผ่ผ่าซีก) ตีปรบตามจังหวะเพลงใกล้หญิงนั้น หรือจับหญิงนั้นเขย่าไปด้วยไม่นานหญิงนั้นตัวเริ่มสั่น ตาลาย บอกอาการว่าผีเริ่มเข้าแล้วแล้วกระโดดโลดเต้นเข้าโรงพิธี แม้เดิมจะไม่อยากไปก็ตาม เมื่ออยากจะออกจากผีก็จับเชือกโหนวนล้มตัวลงนอนบนพื้น ชั่วอึดใจผีออก มีอากัปกิริยาเหมือนยามปกติ ครั้นถึงเวลาใกล้เที่ยง เจ้าภาพหรือเจ้าของพิธีก็จะจัดอาหารมาเลี้ยงทุกคนในงาน แต่ห้ามนำอาหารนี้เข้าไปรับประทานในบ้าน ต้องรับประทานใกล้โรงพิธีหรือตามร่มไม้

  ในโรงพิธีจะมีต้นกล้วยขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งขุดมาทั้งเหง้า เอาดินออกหมด เมื่อถึงเวลาใกล้พักกลางวันจะทำ “พิธีฟันหยวก” เมื่อทุกคนออกจากโรงพิธีหมดแล้ว ต้นผีจะเข้าโดยโหนเชือกให้ผีเข้า ต้นผีก็จะถือดาบรำไปหาต้นกล้วย เอาดาบฟันที่ต้นกล้วยสองครั้ง ก็จะได้กล้วยเป็นสามท่อน ท่อนปลายเอาออกไปข้างนอก ท่อนโคนเอาออกไปแล้วตัดเหง้ามาทำเป็นกระสุนกลมๆ สมมติว่าเป็น “ลูกหน้าไม้” เอาไว้ยิงไก่ในขั้นตอนพิธีต่อไป กล้วยท่อนกลางแกะเปลือกนอกออกหมดจนเหลือแต่แกน นำไปทำ “ยำหยวก” มาเลี้ยงกันต่อไป ขณะพักกลางวันจะมี “พิธีกินหมู” โดยต้นผีจะนำหญิงผู้อาวุโส ๕-๖ คน เข้าโรงพิธีจับเชือกโหนให้ผีเข้าทุกกคน ปี่พาทย์บรรเลงเพลงที่มีท่วงทำนองช้า ผู้ที่ผีเข้าเหล่านี้กายจะสั่น นัยน์ตาครึ่งหลับครึ่งตื่น เดินช้าๆมานั่งล้อมวงกัน หญิงอื่นช่วยกันนำเครื่องเซ่นที่วางไว้บนแคร่มาเลี้ยงผีที่กำลังนั่งกันเป็นวง เป็นการเลี้ยงผีปู่ย่า อาจมีการถามกันว่าผีที่มาสิงผู้นี้เป็นใคร อยู่ดีอย่างไร ผีก็จะบอกชื่อของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นที่น่าแปลกใจยิ่ง เพราะผู้ถูกผีสิงนั้นไม่เคยรู้จักผู้นั้นมาก่อนเลย เสร็จจากพิธีกินหมูก็ออกจากโรงพิธี ตอนบ่ายผีรำโรงสนุกสนานเช่นเดียวกับตอนเช้า ประมาณบ่าย ๒-๓ โมงก็จะทำพิธีต่อไก่ โดยได้เตรียมหาไก่ตัวผู้ ๑ ตัวมาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไก่นี้มักไปจับมาจากในวัดก่อนงานพิธี ๑ วัน นำมาขังไว้ในสุ่มก่อน เมื่อถึงพิธีต่อไก่ก็นำไก่มาล่ามขาผูกไว้ที่หลักหน้าโรงพิธี ต้นผีก็จะเข้าผีแต่งตัวเป็นนายพราน ถือหน้าไม้ทำด้วยไม้ไผ่มีสายอย่างธนู เดิน (อาจรำ) มายังไก่ที่ผูกไว้ ล้วงย่ามเอาข้าวเปลือกมาหว่านให้ไก่กิน ไก่จะกินหรือไม่กินไม่สำคัญ จากนั้นก็ล้วงย่ามเอากระสุนที่ทำด้วยเหง้าหยวกกล้วย มาใส่หน้าไม้ยิงไปที่ไก่สามลูก แล้วเสร็จกลับเข้าโรงพิธี ส่วนไก่นำไปส่งคืนที่วัดตามเดิม ต้นผีนำมะพร้าวผลที่ทำพิธีตั้งมะพร้าวในตอนต้น ออกมาหน้าโรงพิธี แล้วทุ่มมะพร้าวลงบนกระดานที่ปูไว้โดยแรงจนมะพร้าวแตก ถ้าไม่แตกก็ทุ่มอีก ผู้คนก็จะแย่งผลมะพร้าวนั้นไปกิน จากนั้นต้นผีก็จะนำน้ำที่เตรียมไว้มารดอาบให้แก่ผู้ที่บนไว้ เพื่อเป็นการขับไล่เสนียดออกจากผู้นั้น เสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต ถือว่าต่อไปนี้เป็นการเริ่มชีวิตที่ดีสืบไป ที่หัวท้ายของโรงพิธีจะมีธงเล็กๆ สีขาวสีแดงอย่างละ ๑ ผืน มีกาบกล้วยทำเป็นเรือวางไว้ด้วย เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วก็จะทำ “พิธีส่งเรือ” เรือหนึ่งลำใช้ชายสองคน มีผ้าขาวม้าเคียนศีรษะ คนหน้าถือคันธงโบกไปมาคนหลังแบกเรือกาบกล้วย แล้วโห่นำเรือออกไปจากบ้าน ทำนองว่าได้นำเคราะห์ นำความอับโชคใส่เรือไปทิ้งที่ไกล ถึงขั้นตอนนี้ถือว่าเสร็จพิธีรำโรง จากนั้นก็ช่วยกันรื้อโรง เริ่มที่หัวหน้าวงปี่พาทย์มอญจะแก้เชือกและด้ายดิบออกจากกัน ผู้คนจะแย่งเครื่องเซ่นกันชุลมุน ถือว่าเครื่องเซ่นนั้นเป็นของเหลือเดนจากผีบรรพบุรุษของตนกินและมอบให้ลูกหลานนำไปกินต่อไป ถือว่าได้กินสิ่งที่เป็นมงคล แต่อย่างไรก็ตามเครื่องเซ่นเหล่านี้เจ้าภาพจะเตรียมจัดแบ่งให้ทั่วหน้า เช่น ให้ผู้เป็นต้นผีให้หัววงปี่พาทย์ พวกผู้ชายก็ช่วยกันรื้อโรง อุปกรณ์ที่รื้อออกมานี้นำไปใช้อย่างอื่นได้ แต่ห้ามนำมาเป็นส่วนประกอบของอาคารที่อยู่อาศัย

สาระ

ที่มาของพิธีนี้มาจากความเชื่อที่ว่า คนเราตายแล้ววิญญาณจะไม่สูญไปไหน โดยเฉพาะวิญญาณของบรรพบุรุษจะอยู่ดูแลรักษาลูกหลานของตน เมื่อเซ่นไหว้ดีและถูกต้องท่านก็จะช่วยเหลือในเวลาเดือดร้อนพิธีนี้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างวิญญาณของผู้อยู่กับวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วได้สร้างความสำนึกในพระคุณของบรรพบุรุษ ญาติและเพื่อนบ้านให้มั่นคงอีกด้วย

ข้อมูลรำรำโรง-รำผี วิถีมอญ

แต่เดิมคนมอญมีถิ่นฐานอยู่ในประเทศพม่า ทว่าต้องพลัดพรากจากถิ่นเกิดเข้ามาสู่แผ่นดินสยามในหลายยุคสมัย โดยทางราชการไทยจัดสรรให้คนมอญตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ไม่ห่างไกลจากเมืองหลวงนัก เพื่อหวังให้เป็นประโยชน์ด้านแรงงานและการเสียส่วยภาษีให้แก่รัฐ

ปัจจุบันกระแสสังคมภายนอกได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวมอญแบบดั้งเดิม เช่น เรื่องของการอ่านพูดเขียนภาษามอญ  แต่สำหรับเรื่องความเชื่อแล้ว คนมอญส่วนใหญ่ยังยึดมั่นเรื่องการบูชาผีบรรพบุรุษ หากทำสิ่งใด “ผิดผี” ไม่ว่าจะเป็นกรณีหญิงตั้งครรภ์มานอนหรือพิงเสาบ้าน คนที่นับถือผีอื่นซึ่งเป็นคนละสายตระกูลมานอนค้างที่บ้านแล้วทำผิดจารีต หรือเกิดเหตุการณ์ซึ่งไม่ทราบที่มาที่ไป เช่น มีคนป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือเจ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เป็นสุข มักเกิดแต่เรื่องร้าย

ในกรณีเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องประกอบพิธีกรรมขอขมาลาโทษ คือ “การรำผีมอญ”

 รำผีที่เสาไห้-หนองแซง เหลือเพียงแค่บนบาน

ปัจจุบันการประกอบพิธีรำผีมอญจัดเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากมีขั้นตอนรายละเอียดมาก ทั้งเครื่องเซ่นไหว้เครื่องบูชาก็หลากหลายชนิดและมีค่าใช้จ่ายสูง  ป้าถวิล มอญดะ แห่งชุมชนมอญบางกระดี่ กรุงเทพฯ ให้ข้อคิดเห็นว่า “คงไม่มีใครต้องการจัดพิธีรำผีบ่อยๆ เพราะหมายถึงได้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในบ้าน และสมัยนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน สู้หมั่นดูแลบ้านช่องให้เป็นปรกติไว้เป็นดีที่สุด การบูชาเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ เรากระทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว”

แต่ยังมีชาวมอญไม่น้อยที่พร้อมใจกันจัดพิธีรำผีมอญขึ้น หากการบนบานผีบรรพบุรุษจะนำมาซึ่งความสำเร็จตามที่มุ่งหวัง

ที่บ้านหนองแซง บ้านเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เดิมถิ่นนี้เคยมีคนมอญอาศัย แต่ปัจจุบันไม่หลงเหลือทั้งการพูด การเขียน การแต่งกาย หรือแม้แต่ประเพณีการละเล่น เพราะถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมลาวเวียง (จันทน์) ลาวยวน (เชียงแสน)  ทว่ากลับพบการสืบทอดพิธีรำผีมอญโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้บน เช่น เมื่อได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันตามที่บนบานไว้ หรือคนในบ้านเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วบนบานให้ผีช่วย

กรณีบนบานให้ผีช่วยจากความเจ็บไข้ จะต้องจัดพิธีเสี่ยงทายด้วยการตั้งมะพร้าวเสี่ยงทายก่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกมะพร้าวปอกเปลือกขูดผิวเกลี้ยง ที่ก้นลูกมะพร้าวมีเดือยหรือแกนเสี้ยมจนแหลม  เริ่มทำพิธีโดยจุดธูปเทียนพร้อมขันห้าและกรวยดอกไม้เชิญดวงวิญญาณผีบรรพบุรุษ แล้วร้องขอให้ผียอมช่วย หากหายป่วยจะจัดพิธีรำและเซ่นเครื่องคาวหวานตามจำนวนที่บนไว้  จากนั้นตั้งมะพร้าวเสี่ยงทายบนพื้นกระดาน หากตั้งอยู่นาน แม้จะใช้มือเคาะกระดานเท่าใดก็ไม่ล้ม แสดงว่าผียอมช่วย  แต่หากตั้งมะพร้าวแล้วล้มก็จะตกลงหาวันทำพิธีเสี่ยงทายกันใหม่ บางรายต้องทำพิธีถึง ๓ ครั้ง แต่บางรายถอดใจว่าผีไม่ช่วยแน่แล้วก็จะเลิกทำพิธีใดๆ ต่อ  สำหรับผู้ที่เสี่ยงทายผลมะพร้าวตั้งตรง จะเก็บลูกมะพร้าวไว้ใช้ประกอบในพิธีรำผีต่อไป

 รำผี-รำโรง

การรำผีหรือรำผีมอญเป็นการรำในโรงพิธีประกอบดนตรีปี่พาทย์มอญ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษอันเป็นมงคลต่อผู้ร่วมพิธี  แต่ในท้องที่สระบุรีเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “รำโรงหรือรำละคร” ซึ่งอาจมาจากการร่ายรำประกอบดนตรีในโรงไม้เรือนใหญ่

การสร้างปะรำพิธีจะมีขึ้นก่อนวันงาน ๑ วัน ลักษณะเป็นโรงไม้หลังคามุงหญ้าคา แฝกหรือจาก ตามแต่มีในท้องถิ่น ขึ้นเสาหลัก ๖ ต้นและเสาประกอบอีกฝั่งละ ๒ ต้น  เพิงข้างซ้าย-ขวา ฝั่งหนึ่งเป็นจุดตั้งวงปี่พาทย์มอญ และอีกฝั่งสำหรับผู้เข้าร่วมพิธี  ด้านในโรงยกแท่นเพื่อวางเครื่องเซ่นไหว้  บนคานไม้ผูกผ้าผืนหนึ่งห้อยไว้สำหรับให้ผู้รำจับผ้าเพื่อให้ผีที่สิงสถิตออกจากร่างผู้รำ อันเป็นไปตามคติความเชื่อของบ้านมอญส่วนใหญ่ แต่ในท้องที่สระบุรีจะแตกต่างออกไป คือให้ผู้รำจับผ้าเมื่อต้องการให้ผีเข้าทรงร่าง

ปัจจุบันที่สระบุรีมีการให้เช่าโรงหรือปะรำพิธีสำเร็จรูป พร้อมติดตั้งและรื้อถอน รวมทั้งมีผู้ประกอบพิธีเรียกว่า “ต้นผี” หลายคนคอยกำกับดูแลตลอดพิธี  ขณะที่บ้านมอญถิ่นอื่นเรียกผู้ประกอบพิธีว่า “โต้ง”  ส่วนต้นผีคือบุตรชายผู้จะสืบทอดการรับผีบรรพบุรุษ มักเป็นลูกคนโตของตระกูลเจ้าภาพ  สำหรับราคาว่าจ้างทำพิธี ไม่รวมวงปี่พาทย์มอญ และค่าอาหารคาวหวานตกอยู่ราว ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท

ในส่วนเครื่องเซ่นไหว้ประกอบด้วยกล้วย อ้อย ขนมต้มแดงต้มขาว ปลาย่าง ไก่ต้ม เหล้าขาว ฯลฯ โดยท้องถิ่นสระบุรีจัดหัวหมูเพิ่มเข้ามา

การประกอบพิธีรำผีมอญทั่วไป เริ่มจากผู้ประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณผีบรรพบุรุษมาร่วมพิธีและเชิญเข้าร่างเจ้าภาพหรือเจ้าของบ้านซึ่งแต่งตัวนุ่งผ้าลอยชายผ้าขาวม้าคาดเอว  จากนั้นมีการทำนายเรื่องดินฟ้าอากาศ การทำมาหากิน  กรณีผิดผี จะสอบถามถึงสาเหตุแล้วจึงขอขมาต่อดวงวิญญาณผีบรรพบุรุษ  แต่ในท้องถิ่นสระบุรี ผีบรรพบุรุษจะเข้าร่างต้นผีแทน แล้วให้พรกับเจ้าภาพที่จัดพิธีรำแก้บน

ลำดับต่อมาลูกหลานในสายตระกูลที่มาร่วมพิธีจะแต่งตัวนุ่งผ้าลอยชาย ผ้าคาดเอว สไบคล้องคอ ทัดดอกไม้ ถือถาดเครื่องเซ่นไหว้ แล้วรำประกอบเพลงเป็นช่วงๆ  ในท้องถิ่นสระบุรี การรำแก้บนเริ่มตั้งแต่ผู้บนเป็นผู้รำก่อน แล้วตามด้วยญาติพี่น้อง ปิดท้ายด้วยต้นผีที่อาวุโสที่สุด  ขั้นตอนต่อไป คือการฟันต้นกล้วย และขั้นตอนปลีกย่อยอีกหลายอย่าง เช่น อาบน้ำต้นผี (ท้องถิ่นสระบุรีจะอาบน้ำเจ้าภาพแทน) รำรวมญาติ ทุ่มมะพร้าวเสี่ยงทาย พิธีส่งเรือหยวกกล้วยไปไว้นอกปะรำพิธี เป็นต้น  สุดท้ายจะเก็บกวาดและนำข้าวของที่ใช้ประกอบในพิธีไปทิ้งและรื้อโรงให้เสร็จภายในวันเดียว

การประกอบพิธีรำผี แม้ว่าคนมอญมักไม่ยินดีจัดนัก เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแล้ว ยังถูกมองว่าทำผิดผี ผิดจารีตประเพณี  แต่เมื่อจำต้องจัดพิธีขึ้น สิ่งที่ได้รับคือการพบปะญาติพี่น้องเพื่อร่วมกันทำกิจกรรมและปฏิบัติตามความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ซึ่งจะคอยดูแลปกป้องลูกหลานให้อยู่ดีมีสุข เพียงแค่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์สังคมและจารีตอันดีงามไว้เท่านั้น

อ้างอิง

  1. web site จังหวัดสระบุรี, ประเพณีพิธีรำโรง จังหวัดสระบุรี แหล่งที่มา

https://www.stou.ac.th/offices/rdec/nakornnayok/main/onlineexhibitions/Saraburi/SaraburiPage4.html ค้นเมื่อ 23 เมษายน, 2567.

  1. web site สาระดี, รำผี-รำโรง, แหล่งที่มาhttps://www.sarakadee.com/2012/12/18/rammorn/ ค้นเมื่อ 23 เมษายน, 2567.

 

เอกสารอ้างอิง
พิเนตร น้อยพุทธา. “บางประเพณีของชนชาติ.” ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระครูโกศลวิหารกิจ วัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี. กรุงเทพฯ : รำไทย เพรส, ๒๕๔๔.
ศรัทธา ลาภวัฒนา. คนมอญบนลุ่มน้ำภาคกลาง. กรุงเทพฯ : วันชนะ, ๒๕๔๖.
ศูนย์มอญศึกษา. หนังสือนำชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๗.